มาอัปต่อจ้า...ถึงไม่มีอ่าน 555

 

ความเดิมตอนที่แล้ว...

ผมไม่เคยคิดว่าอาคารเรียนตอนเย็นมันจะให้ความรู้สึกวังเวงขนาดนี้ ผมยืนรอลิฟท์ที่ชั้นล่างสุดเพื่อจะเดินตรวจจากชั้นบนสุด ลิฟท์ค้างอยู่ที่ชั้น 4 ตอนที่ผมกดเรียกลงมา สักพักหนึ่ง ลิฟท์ก็เปิด

“แคร่ก ๆๆๆ” เสียงประตูลิฟท์ ทำให้ผมหลอนได้ใจจริงๆ จินตนาการเริ่มฟุ้งซ่าน จนผมไม่กล้าหันกลับไปมองด้านหลัง ก็ถ้ามีใครอีกคนอยู่ในลิฟท์ด้วยเหมือนในหนังล่ะก็...

“ปิ๊ง!!!แคร่กๆๆๆ!!!” ลิฟท์เปิดที่ชั้น 4 เย็นป่านนี้แล้ว ใครยังมากดลิฟท์อยู่อีก ผมชะโงกหน้าออกไปดู ไม่มีใคร...

 

บทที่ 1 ความลับ

ตอนที่ 3


“อย่าขยับจะดีกว่า...” เสียงเรียบเฉยดังขึ้นข้างๆหูผมทันทีที่ผมเริ่มขยับตัวพยายามจะลุกขึ้น มันมาพร้อมกับกลิ่นคาราเมลที่ผมรู้สึกเหมือนเคยได้กลิ่นที่ไหน  สัมผัสเบาๆที่แขนและหลังทำให้ผมรู้ว่า เธอ... นั่งคร่อมหลังผมอยู่

                “เล่นอะไรบ้าๆ ลุกออกไปเดี๋ยวนี้นะ” ผมขยับตัวลุกขึ้นด้วยแรงที่มากขึ้น แต่แขนบางๆเอื้อมมาตวัดคอผมพร้อมกับสัมผัสเย็นๆของวัตถุโลหะแนบอยู่ที่แก้มของผม คัตเตอร์... “อย่าเล่นบ้าๆน่า...”

                “เอาจริง...” คัตเตอร์อันนั้นแนบแก้มผมแรงขึ้น เส้นผมสีน้ำเงินตกลงมาระใบหน้าของผม ยัยนั่น กาว... “ฉันจะเฉือนเธอแน่ ถ้าเธอเอาเรื่องนั้น...ไปบอกใคร”

                “นี่...!!” ผมขยับตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เรื่องอะไรจะยอมให้ผู้หญิงตัวเบาอย่างกับจะปลิวมาจับกด

                “ไอ้หมาโง่!!!” ยัยนั่นตวาดเสียงดังลั่น ใบคัตเตอร์ถูกเลื่อนออกมาจนสุดและตอนนี้มันแนบอยู่บนแก้มผม เสียงหัวเราะเย็นๆของเธอทำให้ผมนึกถึงพวกฆาตกรโรคจิตขึ้นมาได้ “หึ หึ หึ หึ ฉันจะกรีดแก ยังไงดีนะ...”

                “ฉันจะเฉือนแกจากหูข้างนี้...มาถึงข้างนี้... แกจะได้ปากฉีกจนถึงใบหู ฮึ ฮึ ฮึ ฉันจะประจานแกด้วยแผลนี้โทษฐานที่ปากแกไม่มีหูรูด” ใบมีดถูกลากอย่างแผ่วเบาจากหูข้างหนึ่งผ่านใต้ริมฝีปากมาถึงหูอีกข้างหนึ่ง ช่วงจังหวะนั้นมันทำให้ผมแทบลืมหายใจ ไม่ใช่เพราะใบมีดนั่น แต่เพราะความประสงค์ร้ายอย่างชัดเจนจากสัมผัสและน้ำเสียงของเธอมันทำให้ผมรู้ดีว่าถ้าเธอเกลียดผมมากขึ้นกว่านี้อีกนิด ใบคัตเตอร์สามารถตัดเส้นเลือดใหญ่ที่คอผมได้อย่างที่เธอคงไม่รู้สึกผิดสักนิดเดียว

                “นี่!!!ยัยบ้า!!!” ผมพูดออกไปด้วยความรู้สึกที่ไม่มีความเกรงกลัว ผมรู้ว่าเธอไม่ได้เกลียดผมถึงขนาดนั้นหรอก ซึ่งผมก็คิดไม่ผิดปลายคัตเตอร์ที่ยังกดแน่นอยู่ที่หน้าของผมแรงกดนั้นมันเบาลง “เธอคิดว่าถ้าฉันพูดไปจริงๆ ใครมันจะไปเชื่อ หา!!!”

                ผมใช้มือจับมือที่ถือคัตเตอร์อยู่ของเธอไว้ในจังหวะที่เธอเผลอ แล้วพลิกตัวกลับมาคร่อมตัวเธอไว้จนได้ ผมขยับหน้าลงไปจนเกือบชิดเธออย่างจงใจ เพื่อข่มขวัญแก้แค้นที่เธอทำกับผมได้ถึงขนาดนั้น นัยน์ตาของเธอแม้ตอนนี้แสงมันน้อยจนผมมองไม่เห็น แต่ผมก็เดาได้จากมือที่เย็นเฉียบนั่นของเธอว่าเธอคงกลัวผม ก็ผมเป็นผู้ชายนี่นะ

                “กะ กะ แก...” เสียงแหบแห้งของเธอผสมออกมากับกลิ่มหอมของคาราเมล

                “แล้ว...เธอคิดว่าฉันพูดไปแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร หืม?”

                “ออกไปจากตัวฉันนะ ไอ้หมาลามก” ยัยนั่นขยับดิ้นแรงๆอยู่ใต้ตัวผม ตัวผอมอย่างนี้สู้แรงผมไม่ไหวหรอก

แต่ผมก็เป็นสุภาพบุรุษพอน่ะนะ...

                “ก็ได้ๆ ไม่ต้องดิ้นหรอกน่า... อย่างเธอไม่ใช่สเปค” ผมยันตัวลุกออกจากตัวเธอแล้วดึงแขนเธอให้ลุกขึ้นมานั่งด้วย “ไม่ต้องกลัวน่า ยังไงฉันก็ไม่บอกใครหรอก”

                “ฉันจะเชื่อแกได้ยังไง” เฮ้อ...คำพูดคำจาไม่น่ารักเอาเสียเลย ผมเงยหน้ามองเธอลุกขึ้นยืนแล้วหันไปก้มลงเก็บกระเป๋านักเรียนที่ตกอยู่ใกล้ๆ นอกจากคำพูดคำจาไม่น่ารักแล้วผมไม่นึกเลยว่าเธอจะ...

                “ผลั่กกก!!” กระเป๋าใบนั้นเหวี่ยงมาที่หน้าผมอย่างแรงจนหน้าหัน มันเกินไปแล้วนะโว้ยยย “ทำบ้าอะไรของเธอ”

                ยัยนั่นมาประชิดอยู่ที่หลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แขนบางๆล็อคที่คอ กับอะไรแข็งๆกดอยู่ที่หลังของผม โอย...นี่ผมยังเจ็บไม่พอใช่มั้ย ถ้าหมดความอดทนอย่าหาว่าผมรังแกผู้หญิงก็แล้วกัน ฮึ่ยยย

                “สาบานมาก่อน”

                “ก็บอกแล้วไงว่าจะไม่บอก จะเอาอะไรอีกเล่า”

                “สาบานสิ ไม่งั้นฉันจะ...”

                “เฮ้อออ” ผมถอนใจแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

                “หัวเราะอะไรของแก”

                “เธอไม่กล้าหรอกน่า... อย่ามาขู่กันเลย แต่ถึงเธอไม่ทำอย่างนี้ ฉันก็ไม่บอกใครอยู่ดี”

                “สาบาน” เธอย้ำ พร้อมกับกดอะไรนั่นชิดหลังผมจนรู้สึกเจ็บ เธอนี่มันซาดิสม์จริงๆ

                “เออ สาบาน พอใจยัง”

                “อืม...” แต่ก็ยังไม่ปล่อย...พอได้แล้วมั้งอยากกลับบ้านแล้ว

                “ปล่อยซะทีเซ่”

                “ปล่อยแน่ แต่มัดจำก่อน”

                “มัดจำ???” อะไรอีกล่ะ??

                “กึก!!!” ใครจะเชื่อ ไอ้แข็งๆที่หลังผมมันปืนยิงแม๊กซ์ ยัยบ้านั่นเอาปืนยิงแม๊กซ์ยิงอัดใส่หลังผม

                “นี่มันเจ็บนะโว้ยยย!!!!”

                ฉันวิ่งหนีนายนั่นลงมาจนถึงชั้นล่าง เกือบไปแล้ว ถ้านายนั่นทำอะไรฉันขึ้นมาฉันจะทำยังไง ช่วงเวลาที่นายนั่นขยับมาใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน มันทำให้ฉันเกือบหายใจไม่ออก นายนั่น...

                นี่มันมืดแล้วนี่นา... ประตูก็ปิดแล้วด้วย...แล้วจะออกไปยังไงล่ะ...

                ตึกนี้มีทางออกทางเดียวด้วย อีกไม่นานนายนั่นก็คงมาถึงที่นี่ สถานการณ์อย่างนี้ถ้านายบ้านั่นนึกจะเอาคืนฉันขึ้นมา ฉันคงไม่รอดแน่

                - ฉันจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้!!!

                “เปิดสิวะ!!!” ผมทุบประตูเหล็กนั่นอย่างแรงด้วยความโมโห หลังจากพยายามยกอยู่ได้พักหนึ่ง มันคงถูกล็อคไปเรียบร้อยแล้ว “เวรจริงๆโว้ย!!!”

                - ยัยบ้านั่นแท้ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นผมคงได้กินข้าวร้อนๆ อาบน้ำ นอนหลับไปกี่ตื่นแล้วก็ไม่รู้ โธ่เว้ย ทำไมต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้ด้วยวะ

                ผมเอนหลังพิงประตูอย่างอ่อนแรง แน่ล่ะ ก็ยัยนั่นกระหน่ำทุบผมด้วยกระเป๋าแข็งๆ จนน่วมไปทั้งตัว แถมแม๊กซ์ที่ยิงอัดมาที่หลังผมอีก ดูจากขนาดปืนยิงผมก็พอเดาออกว่า ขาแม๊กซ์คงฝังอยู่ในหลังผมไม่น้อยกว่า 1 เซนต์แน่ๆ แล้วผมก็ไม่ใช่วัวหรือควายที่จะไม่รู้สึกอะไร มันทำให้ผมปวดแผลเป็นบ้า แล้วมันก็ยังฝังอยู่บนหลังผม

                - แล้วยัยบ้านั่น...ออกไปหรือยังวะ?

                ฉันหลบอยู่ในห้องเรียนห้องหนึ่ง ถ้าออกไปไม่ได้ยังไงฉันก็ทำใจแล้วว่าจะนอนที่นี่ ฉันนั่งเงียบๆอยู่ในห้องมืดๆ เวลาเหมือนกับมันผ่านไปช้าเหลือเกิน ฉันภาวนาขอให้นายนั่นไม่มาเจอ และขอให้ฉันผ่านพ้นคืนนี้ไปได้เสียที ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มหิวก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าท้องร้องและแสบแปลบๆในท้อง ก็เรื่องนี้มันทำให้ฉันกินไม่ลงมาทั้งวันแต่คงเพราะออกแรงไปมาก ฉันก็เลยหลับไปที่ยังหิวอยู่ตรงนั้นเอง

                “นี่!ตื่นได้แล้ว!” ใครกันนะมาเรียกฉัน ฉันลืมตาหันหน้าไปมอง ไฟในห้องถูกเปิดจนสว่างจ้า นาย... นายนั่นยืนเท้าเอวก้มมองจ้องฉันอยู่ ดวงตาที่มองมานั้นบอกอย่างชัดเจนว่าเขากำลังรำคาญใจ ฉันผวาถอยหลังจนแทบจะตกเก้าอี้ แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาใกล้หรือจะทำอะไรฉัน “กะจะนอนที่นี่เลยหรือไง...” เขาถามฉันด้วยเสียงเนือยๆ

                “นี่!!!เป็นใบ้หรือไง ฉันตามหาเธอตั้งนานนะ มันเหนื่อยนะเว้ย!!!” เขาเลื่อนเก้าอี้ตัวข้างๆฉันออกแล้วนั่งลงฟุบหน้ากับโต๊ะราวกับเพิ่งใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายหมดไปแล้ว “ปวดหลังเป็นบ้า”

                “ก็ใครใช้ให้ตาม...”

                “ว่าไงนะ” เขาหันมาตวาดใส่ฉันแต่แล้วก็ก้มลงฟุบไปเหมือนเดิม พลางพูดงึมงำอยู่กับแขนของตัวเอง “เฮ้อ...เธอนี่น้า...ไม่น่ารักเอาเสียเลย...เสียแรงอุตส่าห์ห่วง”

                - เป็นห่วง? บอกว่าเป็นห่วงทั้งที่ฉันทำกับนายไว้ขนาดนั้นนี่นะ

                “ขอฉันพักสักครู่นึงแล้วกัน เดี๋ยวค่อยหาทางออกไปจากที่นี่อีกที” เขาเหยียดแขนออกไปข้างหน้า ปล่อยมือห้อยอยู่หน้าโต๊ะ ผมยุ่งๆสีเทาเข้มซบอยู่บนแขนหลับไปทั้งอย่างนั้น ฉันค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยังไงก็อยู่ให้ห่างนายนี่ไว้ก่อนคงดีกว่า

                “นี่เธอ...”เขาเรียกฉันเบาๆโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง “อย่าหนีไปไหนอีกนะ ฉันไม่มีแรงจะเดินตามหาเธอแล้ว”

                เพราะคำพูดของเขา ทำให้ได้แค่ขยับไปนั่งที่เก้าอี้อีกตัวที่ห่างออกไป แปลกจริงๆ ทั้งที่ฉันไม่อยากให้เขาตามเจอเลยในทีแรกแต่ตอนนี้ ฉันกลับรู้สึกอุ่นใจ

                จุดสีแดงเล็กๆสองจุดบนหลังของเขา ลวดเย็บกระดาษยังตรึงอยู่บนนั้น...

                เขาฟุบอยู่ได้พักหนึ่ง ก็สะลึมสะลือเงยหน้าขึ้นหันไปมองตรงที่ๆฉันเคยนั่ง เมื่อไม่เห็นฉันอยู่ตรงนั้นก็หันหน้าวูบกลับมาอย่างเร็ว สีหน้าตกใจบวกกับสะลึมสะลือเพราะเพิ่งตื่นมันทำให้ฉันเกือบจะพ่นหัวเราะออกมา

                “นึกว่าไปไหนซะอีก” เขาลุกขึ้นเดินมานั่งลงบนโต๊ะใกล้ๆฉัน เขาก้มตัวลงวางข้อศอกบนหัวเข่า เงยหน้าขึ้นมองสบตาฉัน ดวงตาสีเทาคู่นั้นดูเหมือนกับกำลังพยายามคาดคั้นเอาคำตอบอะไรสักอย่างจากฉัน จนสุดท้ายฉันก็ต้องหลบตาเพราะเมื่อเผลอมองจ้องตอบเขาไปนานเข้าก็ยิ่งรู้สึกร้อนหน้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

                “นี่...ฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงน่ะนะ...ไอ้ที่เธอเป็นอยู่มันก็...นะ” เขาพูดมันออกมาทีละคำทีละคำ เหมือนกับต้องคิดจนแน่ใจก่อนที่จะพูดออกมาได้ ระหว่างที่พูดตาสีเทาก็มองจ้องฉันตาไม่กระพริบ ใบหน้ามึนตึง “แล้วเธอก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าฉันจะเอาเรื่องของเธอไปบอกใคร เพราะใช่ว่าฉันพูดไปแล้วจะมีประโยชน์ได้เสียอะไรจากเธอ ดังนั้นเธอก็เลิกวิตกจริตได้แล้ว”

                - เขาด่าฉัน...

                “แล้ว...ฉันก็ไม่ชอบให้ใครมาคิดว่าฉันเป็นพวกปากสว่างเพราะฉันไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ไอ้ที่เธอด่าฉันไว้น่ะ ถอนคำพูดซะด้วย เบื่อจริงๆต้องมาเจ็บตัวฟรี เฮ้อ...” เขาบ่นให้ฉันได้ยินในตอนสุดท้ายแล้วถัดตัวกระโดดลงจากโต๊ะหันหลังให้ฉัน เสื้อสีขาวตรงไหล่ของเขามีรอยเลือดเล็กๆและแม็กซ์เย็บกระดาษก็ยังติดอยู่ตรงนั้น

                “ไปเถอะ ป่านนี้พ่อแม่เธอคงวุ่นวายตามหาเธอแล้วล่ะมั้ง”

                - ฉันน่ะไม่มีใครสนหรอกว่าตอนนี้ฉันจะอยู่ที่ไหนกับใคร.

                ฉันเดินตามเขาไปตามระเบียงทางเดินมืดๆ เพิ่งได้มองดูเขานานๆอย่างนี้เป็นครั้งแรก ฉันเพิ่งรู้ว่าเขาสูงกว่าฉันมาก ฉันสูงกว่าไหล่ของเขาแค่นิดเดียว รูปร่างดูผอมบางเหมือนเด็กนักเรียนมัธยมปลายทั่วไปแต่ท่าทางการเดินกับไหล่กว้างของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเขาอายุมากกว่าฉันสักสามปี เขาเดินนำหน้าฉันไปเรื่อยๆ จนสุดระเบียง มาถึงบันไดหนีไฟเราต่างเดินลงบันไดไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรกัน ได้ยินเพียงเสียงจังหวะฝีเท้าของเราดังอย่างสม่ำเสมอไปพร้อมๆกัน บันไดมาสิ้นสุดที่ชั้นที่ 2 ตรงชานพักบันไดนั้นเป็นระเบียง เขาจับราวระเบียงแล้วก้มลงไปมองด้านล่าง

                “สูงเหมือนกันแฮะ...” เขาพูดพึมพำกับตัวเอง ก็แน่สินี่มันชั้น 2 อย่างน้อยมันก็สูงกว่าพื้นดินสัก 2 เมตรนั่นแหละ เขาเอนหลังพิงกับราวระเบียง แสงสว่างมันน้อยเกินไปที่จะทำให้ฉันมองเห็นสีหน้าของเขาได้แต่เสียงถอนหายใจดังเฮือกนั่นบอกให้ฉันรู้ว่าเขากำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้ว “ฉันจะโดดลงไปก่อนแล้วเธอค่อยโยนกระเป๋าลงมาให้ฉัน แล้วกระโดดตามลงมานะ”

                - บ้าน่า!!! ถ้าพลาด ตายเลยนะ!!!

                “ถือไว้ให้ฉันด้วย” เขายื่นกระเป๋ามาให้ฉัน แต่นายนั่นคิดจะกระโดดลงไปจริงๆเหรอ “รับไว้สิ นี่มันจะสามทุ่มแล้วนะ”

                “นายจะโดดลงไปจริงๆเหรอ”

                “อืม...” ฉันรับกระเป๋าเขามาถือไว้ แต่ถ้าตกลงไปตายขึ้นมาล่ะจะทำยังไง ฉันควรจะรั้งเขาเอาไว้ แต่มันยากเหลือเกินที่จะเอื้อมมือออกไป จนสุดท้ายฉันก็ดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ได้ เขาถอยกลับมาทั้งที่ปีนขึ้นไปครึ่งตัวแล้ว  ฉันรีบปล่อยมือจากเขา “อะไร กลัวหรือไง ไม่เป็นไรหรอก”

                เขากระโดดลงไปแล้ว

                “โอ๊ย!!!” เสียงเขาร้องไม่เบานัก ฉันรีบชะโงกหน้าออกไปดู ไฟส่องทางเดิน ทำให้ฉันมองเห็นว่าเขากำลังทรงตัวลุกขึ้นยืนอย่างไม่มั่นคงนัก เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันแล้วร้องบอกให้ฉันโยนของทุกอย่างลงไป ฉันค่อยๆโยนของลงไปทีละชิ้น กระเป๋าของเขา กระเป๋าของฉันและรองเท้าของฉัน “กระโดดลงมาเลย ไม่ต้องกลัวนะ เธอเคยโดดลงมาแล้วนี่”

                ไม่ต้องกลัว... แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจจะกระโดดลงไปเหมือนตอนนี้นี่นา เอาล่ะ ฉันค่อยๆปีนขึ้นไปทั้งที่ขาสั่น นายนั่นเงยหน้าขึ้นมามองฉัน เงยหน้าขึ้นมามอง...

                “อย่ามองขึ้นมานะ ไอ้หมาลามก”

                “จะบ้าเรอะ ไม่มองแล้วจะรับได้ยังไงเล่า”

“ตะ..แต่...” กางเกงในของฉันล่ะ?

“ฉันไม่มองของเธอหรอกน่า รีบๆลงมาเร็วเข้า” เขาตะโกนใส่ฉันเมื่อเห็นฉันยังคงเก้ๆกังๆอยู่ “เร็วๆเซ่ จะยืนอยู่อย่างนั้นทั้งคืนหรือไง”

                ฉันกลั้นใจหลับตาแล้วกระโดดลงไป เหมือนตอนนั้นเลย ฉันคล้ายจะลอยอยู่ในอากาศ ถ้านายปล่อยให้ฉันหล่นลงไปกระแทกพื้น ฉันจะตามมาหักคอนาย!!

                “ลืมตาได้แล้ว ฉันไม่อุ้มเธอไว้ทั้งคืนหรอกนะ หิวจะตายอยู่แล้ว” เสียงนายนั่นดังอยู่ข้างหูฉัน ฉันรีบลืมตาก่อนจะรีบตะกายออกจากอ้อมแขนของนายบ้านั่น เขาก้มลงหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นมา หันหน้ามองฉันแล้วเดินกระเผลกๆนำหน้าไป เขาคงขาแพลงตอนที่กระโดดลงมา “รีบไปเถอะ ฉันจะไปส่งที่บ้าน”

                “ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!!!”
 
พูดไม่เพราะเลยน้า... ตามต่อจ้า

 

edit @ 18 Sep 2011 23:55:20 by แกงจืดเต้าหู้

edit @ 19 Sep 2011 00:03:01 by แกงจืดเต้าหู้

 
 
มาอีกแล้วววว!!! กับอนิเมะที่แกงจืดกำลังคลั่งไคล้!!! เมื่อนัตจังเคะจนป้าอดใจจิ้นไม่ไหว โฮกกก!!!
 
มายกมือกันหน่อยว่าเชียร์ใครรรร??? ใน
 
Natsume Yuujinchou
 
พอดีเพิ่งดูตอนล่าสุดของภาคที่ 3 จบ คือ ตอนที่ 10 กระจกที่แตกละเอียด
 
ในที่สุด ทานุมะคุง ก็เด่นสักทีน่อ...
 
.
 
ทานุมะปวดหัวจี๊ดค่า...
 
 
ตอนโดนปีศาจสิงก็เซ็กซี่ โอ๋ยยย....  จับกดๆนะบัดนาว 555+ แต่กลายเป็นจะควักลูกตานัตจังซะงั้น
 
 
ตามด้วยภาพโดชินของนักจิ้นวายค่า
 
นัตจังเคะขนาดนี้ทำไงได้ล่ะค้า... ที่อินจัดขนาดนี้เพราะแอบๆปลื้มทานุมะคุงตั้งแต่แรกแล้วค่ะ 
ก็เขาออกมาเป็นตัวละครตัวแรกๆเลยนี่นา  แต่กลับไม่ค่อยเด่น เพราะนาโทริซังเด่นแซงหน้าแย่งซีน
 
ผมดำ สีหน้าเฉยๆ ดูเหมือนมีปมหน่อยๆเห็นแล้วจั๊กจี้หัวใจ
 
ใครชอบทานุมะคุงแฮนด์อัปๆ!!!!
คนอื่นๆหลบไปก่อนนะจ้ะ ตอนนี้ ทานุมะคุงที่หนึ่งจ้าKiss
 
 

edit @ 17 Sep 2011 14:53:09 by แกงจืดเต้าหู้

 

มาอีกตอนจ้า....

ความเดิมตอนที่แล้ว...

ภาพที่ผมกำลังมองอยู่ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นภาพสโลว์โมชัน ผมได้แต่อ้าปากค้างอย่างไม่รู้ตัว   จะบ้าตาย!!! เธอไม่ได้ดิ่งลงมาอย่างที่ควรจะเป็น เธอค่อยๆปลิวลงมา ปลิวลงมาเรื่อยๆเหมือนกระดาษ นี่มันคนหรืออะไรวะ?

 

บทที่ 1 ความลับ

ตอนที่ 2

 

ฉันนึกว่าฉันคงตายไปแล้ว...

ตอนที่ลืมตาขึ้นมา เห็นดวงตาสีเทาอีกคู่หนึ่งมองฉันอยู่ ... ฉันนึกว่าลูซิเฟอร์ขึ้นมารับฉันแล้วเสียอีก แต่มันก็บ้าชะมัด แทนที่ฉันจะตายกลับมีนายนั่นมารับตัวฉันไว้ ถ้าอย่างนั่น นายนั่นก็ต้องรู้แล้วแน่ๆว่าฉันกลายเป็นตัวประหลาด ทำยังไงดีล่ะ... นายนั่นต้องเอาเรื่องของฉันไปเล่าให้คนอื่นฟังแน่ๆ ให้ตายฉันก็ไม่ยอมให้มันกลายเป็นแบบนั้นเด็ดขาด

- ฉันคงต้องทำอะไรสักอย่าง...

เช้าวันนี้ ฉันไปโรงเรียนทั้งที่ไม่อยากจะไปเลยสักนิด แต่ถ้าไม่ไปนั่นก็อาจจะเป็นการเปิดทางให้นายนั่นเอาความลับของฉันไปแพร่งพรายให้คนอื่นรู้แน่ๆ  ยังไงก็ตามความลับนี้ก็ต้องเป็นความลับตลอดไป

- ว่าแต่นายนั่นชื่ออะไรนะ...

กระเป๋าของฉันกับรองเท้าที่หายไปวางอยู่ที่โต๊ะ มันมาได้ยังไง ก็เมื่อวานฉันโดนเอามันไปซ่อนนี่นา ของพวกนั้นถูกพวกงี่เง่าละเลงกาวจนเปื้อนไปหมดแล้วเอาไปโยนทิ้งไว้ด้านนอกที่กั้นของดาดฟ้า แต่ตอนนี้...

- นายนั่น...

แล้วนายนั่นก็เดินเข้ามาหาฉันที่โต๊ะตัวนี้ เขาวางโทรศัพท์มือถือของฉันที่หายไปลงบนโต๊ะแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของเขา พวกผู้ชายหลายคนต่างหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น

- ถึงนายทำดีกับฉันยังไง ฉันก็ไม่ไว้ใจนายอยู่ดี

ช่วงนี้ผมเสียวสันหลังชอบกล รู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองตลอดเวลา ทั้งที่บางทีตอนนั้นก็มีผมอยู่แค่คนเดียว แต่ช่างเถอะ ผมคงรู้สึกไปเอง

เย็นนี้ก็เหมือนทุกวันที่ผมได้กลับบ้านก็ต่อเมื่อทำงานของกรรมการนักเรียนเสร็จ ครับ ผมเป็นหัวหน้าห้องและก็ต้องพ่วงตำแหน่งกรรมการนักเรียนเข้าไปด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้  เฮ้อ ผมไม่ได้อยากทำงานเพื่ออุทิศตัวให้แก่เพื่อนๆอย่างนี้หรอก ถ้าไม่โดนบังคับล่ะก็นะ... นึกถึงแล้วยังโมโหตัวเองไม่หาย

ผมไม่น่าตื่นสายตั้งแต่วันแรกของวันเปิดเรียนเลย

เช้าวันนั้น ผมกระโดดข้ามรั้วเข้าโรงเรียนไปในตอนสาย มันยังไม่สายมากเท่าไหร่นัก ยังไม่ถึงเวลาโฮมรูม ถ้าผมวิ่งไปถึงที่ห้องเร็วพอ ก็คงไม่มีใครรู้ว่าผมมาสาย

หวานหมู..อาจารย์ยังไม่มา ทันเวลาพอดี

ไอ้ตาเดินเหมือนหมดเรี่ยวแรง วางสมุดบันทึกเวลาเรียนสีชมพูแปะลงบนโต๊ะของตัวเอง แล้วนั่งคร่อมเก้าอี้เอาคางเกยพนักพิงหันหน้ามาทางผม

“แกนี่น้า...มาสายตั้งแต่วันแรกเลยนะ”

“เออ ตื่นสายไปหน่อย ดีนะปีนรั้วเข้ามาทัน”

“อยากมาสายได้มั่งว่ะ” ไอ้ตาบ่นพึมพำ ทำหน้าเหี่ยวเหมือนกับว่าแก่นำอายุไปแล้วสักสิบปี แล้วหันกลับไปทางหน้าห้องเมื่ออาจารย์หุ่นสุดเพอร์เฟค(แต่หน้าตาธรรมดาสุดๆ)เดินเข้ามา เธอคนนี้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาห้องของพวกเราเอง ผมล่ะสงสัย ไอ้การเป็นหัวหน้าห้องนี่มันบั่นทอนพลังชีวิตขนาดนี้เลยเรอะ

อาจารย์ก็เหมือนเคยยังโสดทั้งที่อายุเข้าเลขสามแล้ว ช่วงปิดเทอมคงอยู่ในแต่ในโรงเรียนไม่มีเวลาไปหาแฟนแน่ๆ แถมยังขี้บ่นในเรื่องจุกจิกเช่นเคย ผมก็ฟังๆไปอย่างนั้น บางคนนั่งหลับไปแล้วด้วยซ้ำ และเช้าวันนี้คงเหมือนทุกๆวันที่ผมคงจะลืมๆมันไปเพราะไม่มีอะไรน่าจดจำ ถ้าอาจารย์ไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา

“วันนี้เปิดเรียนวันแรก คงไม่มีใครมาสาย ใช่มั้ยจ้ะ...” เธอยิ้มไปทั่วห้องและมาหยุดที่ผม “ณภัทร”

“ครับ” ผมรับคำ แต่ไหง...ถึงมาถามผมล่ะ ลางร้ายเริ่มปรากฏเสียแล้ว

“ไม่ได้เข้าแถว ไม่ได้อยู่แถวสาย ไปไหนมาจ้ะ”

“ไปห้องน้ำครับ” ผมตอบไปตามที่เตรียมไว้ แต่รอยยิ้มเหมือนรู้ทันนั่นทำให้ผมเริ่มใจฝ่อ จะรอดไหมเนี่ย...

“อยู่ห้องน้ำ... แล้วไอ้คนที่มันกระโดดกำแพงโรงเรียนเข้ามา น่ะใคร!!! หา!!!” จากเสียงหวานในคราวแรก กลายเป็นเสียงโหด พร้อมๆกับแท่งชอล์คที่บินอย่างเร็วมาทางผม ทำเอาแทบหลบไม่ทัน

-ไม่รอด ไม่รอดแน่ๆ.

ผมเตรียมตัวไว้อาลัยให้ตัวเอง ทันทีที่ร่างเพรียวไม่เข้ากับหน้าตานั้นก้าวฉับๆมายืนค้ำคุกคามเหนือหัวผม รังสีอำมหิตแผ่กระจายจนแทบหายใจไม่ออก

“ครูจะทำยังไงกับเธอดี ฮึ! มาสายได้ทุกวัน ตั้งแต่เทอมแรก จนเทอมนี้วันแรกแท้ๆ อย่านึกว่าครูไม่รู้นะว่าบ้านเธออยู่ข้างๆโรงเรียนนี่เอง เดินมาแค่ 5 นาทีก็ถึง แล้วจะแก้ตัวว่าไง ห๊า!!!” ระดับเสียงที่สุดขึ้นเรื่อยๆจนแก้วหูแทบแตก กับนิ้วที่มีเล็บยาวจิกมาที่หูผมดึงขึ้น จนผมต้องลุกยืนขึ้นตามแรงดึง โอ๊ยยยย!! “ฉันจะเอาไงดี!!!”

“เอาไงดี หืม...รัชตะ” เธอเดินเลยไปที่โต๊ะไอ้ตาข้างหน้าผม “เพื่อนเธอนี่ขาดความรับผิดชอบอย่างแรงเลยนะ”

“ครับ...อาจารย์” มันตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใยดีกับอะไรทั้งสิ้น สมุดสีชมพูน่าเกลียดเล่มนั้นถูกคีบขึ้นมาด้วยนิ้วชี้กับนิ้วโป้ง แล้วโยนแปะลงมาบนโต๊ะผม

- เวรกรรมมาตกที่ผมแล้วไง...

“ในเมื่อไม่มีความรับผิดชอบดีนัก”

“ปึ้ง!!!”มือตบลงมาบนโต๊ะตรงหน้าผมอย่างแรง ไม่ต้องข่มขู่กันขนาดนั้นก็ได้ม้างง... “ต่อไปนี้ เธอต้องเป็นหัวหน้าห้องแทนรัชตะ ต้องรับผิดชอบสมุดเล่มนี้ ต้องดูแลทุกอย่างในห้องนี้ ถ้าทำไม่ได้ ตาย!!!”

ผมไม่แปลกใจเลยว่าคนเชปดีขนาดนี้ยังเหลืออยู่บนคานได้ยังไง

ผมเกือบลืมไปว่าวันนี้เป็นเวรตรวจระเบียงทางเดินก่อนกลับบ้าน ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกรรมการนักเรียนต้องมาทำหน้าที่อะไรพวกนี้ด้วย ก็นี่มันงานของภารโรงไม่ใช่เหรอ

ผมไม่เคยคิดว่าอาคารเรียนตอนเย็นมันจะให้ความรู้สึกวังเวงขนาดนี้ ผมยืนรอลิฟท์ที่ชั้นล่างสุดเพื่อจะเดินตรวจจากชั้นบนสุด ลิฟท์ค้างอยู่ที่ชั้น 4 ตอนที่ผมกดเรียกลงมา สักพักหนึ่ง ลิฟท์ก็เปิด

“แคร่ก ๆๆๆ” เสียงประตูลิฟท์ ทำให้ผมหลอนได้ใจจริงๆ จินตนาการเริ่มฟุ้งซ่าน จนผมไม่กล้าหันกลับไปมองด้านหลัง ก็ถ้ามีใครอีกคนอยู่ในลิฟท์ด้วยเหมือนในหนังล่ะก็...

“ปิ๊ง!!!แคร่กๆๆๆ!!!” ลิฟท์เปิดที่ชั้น 4 เย็นป่านนี้แล้ว ใครยังมากดลิฟท์อยู่อีก ผมชะโงกหน้าออกไปดู ไม่มีใคร...

- สงสัยลิฟท์มันรวนมั้ง?

ผมถอยกลับเข้ามา แล้วกดลิฟท์ปิด แต่ก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิดสนิท... ผมเห็นอะไรบางอย่างสีขาวผ่านไป...

ในที่สุดผมก็มาถึงชั้นบนสุดอย่างโล่งอกที่ได้ออกจากลิฟท์เสียที แต่ก็หวังว่าเมื่อครู่นี้ผมคงตาฝาด ผมไม่ได้เห็นอะไรหรอก ผมคงคิดไปเอง

                แต่ช่างเถอะ...ถึงจะเจอผีหรือเจออะไรผมคงไม่แปลกใจได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว เรื่องเมื่อเย็นวันนั้นยังคงค้างคาอยู่ในหัวของผมตั้งแต่ตอนนั้น ภาพที่กาวลอยลงมาจากตึกก็ยังคงเห็นซ้ำไปซ้ำมาทุกครั้งที่ผมไม่ได้คิดอะไร มันเป็นไปได้หรือที่คนๆหนึ่งที่มีรูปร่างปกติจะมีน้ำหนักที่เบาถึงขนาดนั้น ไม่ใช่สิ แทบจะไม่มีน้ำหนักเลยเสียมากกว่า สัมผัสที่ผมอุ้มเธอไว้กับอกผมยังจำได้ดี ผิวหนังเธอนุ่มนิ่มไปหมด แต่กลับไม่มีน้ำหนักเหมือนกับว่าร่างกายภายในของเธออัดเอาไว้ให้เป็นรูปเป็นร่างด้วยอากาศ มันเกิดขึ้นได้เพราะอะไร แปลกจริงๆ แต่นี่คงเป็นสาเหตุที่เธอทำให้เธอปลีกตัวออกจากทุกคน ทำตัวเหมือน ‘มนุษย์ล่องหน’ อย่างที่ใครพูดถึงเธอกันอย่างนั้นหรือ มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ แต่อยู่ๆน้ำหนักของคนเรามันหายไปได้ยังไง แล้วเธอตกลงมาจากตึกได้ยังไง

                ผมเดินผ่านตามห้องเรียนแต่ละห้อง ปิดประตูบางห้องที่เปิดทิ้งไว้ บางห้องก็ไม่ได้ปิดไฟ ปิดพัดลม ผมเดินมาจนสุดริมระเบียง ลงบันได ระหว่างที่เดินวนกลับตรงชานพักบันได ไอ้ความรู้สึกที่เหมือนเห็นอะไรวูบผ่านไป ก็ยังมาติดปลายตา นี่ผมกลายเป็นคนจิตอ่อนตั้งแต่เมื่อไหร่

                ผมเร่งเดินเร็วๆ จะได้ให้มันเสร็จๆไป จนมาถึงห้องเรียนของผม หน้าต่างยังเปิดทิ้งไว้อยู่ ไอ้พวกเวร(ทำความสะอาด) คงไม่ได้ปิดหน้าต่าง ผมเดินเข้าไปในห้องที่ค่อนข้างมืด เดินไล่ปิดหน้าต่างทีละบานจนบานสุดท้ายความรู้สึกวาบๆที่หลังทำให้ผมหันกลับไปอย่างเร็วที่ประตู

                “เฮ้ออ...” ผมถอนใจโล่งอกที่มองไปแล้วไม่เห็นอะไร ผมรีบเดินออกจากห้องที่เริ่มจะมืดสนิทเพราะแสงที่ส่องมาทางประตูมีน้อยลงทุกทีแล้ว เรี่ยวแรงสำหรับวันนี้ของผมก็เหลือน้อยลงทุกทีเช่นกัน ผมเริ่มคิดถึงฟูกนุ่มๆเต็มแก่ ผมมัวแต่นึกถึงเรื่องเหล่านั้น ไม่นึกเลยว่าอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

                “บึ้ก!!! อึ่ก!!!” ของแข็งถูกเหวี่ยงมาจากทิศทางใดผมไม่รู้แต่มันแรงพอที่ผมจุกจนตัวงอ ตามมาด้วยแรงกระแทกที่ท้ายทอยจังหวะที่ผมค้อมตัวลงส่งให้ผมลงไปกองอยู่ที่พื้น

                “โอย...” ผมสะบัดหัวไล่ความมึนและก่อนที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมก็เห็นเท้าของผู้หญิงเดินมาข้างๆตัวผม แล้ววัตถุที่ค่อนข้างหนักก็ถูกทุ่มลงมาบนหลังผมอย่างแรง  “อ่อก!!!”

                ไอ้ความรู้สึกวาบๆที่ผมเป็นมาตลอด คำตอบก็คือยัยนี่ๆเอง ว่าแต่ยัยนี่ใคร...

 

เออ...? ยัยนี่ใคร?

พระเอกของแกงจะโดนเชือดหรือไม่

แล้วยัยนี่ใคร...? อยากรู้ต้องตามต่อค่า

edit @ 13 Sep 2011 12:24:58 by แกงจืดเต้าหู้