มาอัปต่อจ้า...ถึงไม่มีอ่าน 555

 

ความเดิมตอนที่แล้ว...

ผมไม่เคยคิดว่าอาคารเรียนตอนเย็นมันจะให้ความรู้สึกวังเวงขนาดนี้ ผมยืนรอลิฟท์ที่ชั้นล่างสุดเพื่อจะเดินตรวจจากชั้นบนสุด ลิฟท์ค้างอยู่ที่ชั้น 4 ตอนที่ผมกดเรียกลงมา สักพักหนึ่ง ลิฟท์ก็เปิด

“แคร่ก ๆๆๆ” เสียงประตูลิฟท์ ทำให้ผมหลอนได้ใจจริงๆ จินตนาการเริ่มฟุ้งซ่าน จนผมไม่กล้าหันกลับไปมองด้านหลัง ก็ถ้ามีใครอีกคนอยู่ในลิฟท์ด้วยเหมือนในหนังล่ะก็...

“ปิ๊ง!!!แคร่กๆๆๆ!!!” ลิฟท์เปิดที่ชั้น 4 เย็นป่านนี้แล้ว ใครยังมากดลิฟท์อยู่อีก ผมชะโงกหน้าออกไปดู ไม่มีใคร...

 

บทที่ 1 ความลับ

ตอนที่ 3


“อย่าขยับจะดีกว่า...” เสียงเรียบเฉยดังขึ้นข้างๆหูผมทันทีที่ผมเริ่มขยับตัวพยายามจะลุกขึ้น มันมาพร้อมกับกลิ่นคาราเมลที่ผมรู้สึกเหมือนเคยได้กลิ่นที่ไหน  สัมผัสเบาๆที่แขนและหลังทำให้ผมรู้ว่า เธอ... นั่งคร่อมหลังผมอยู่

                “เล่นอะไรบ้าๆ ลุกออกไปเดี๋ยวนี้นะ” ผมขยับตัวลุกขึ้นด้วยแรงที่มากขึ้น แต่แขนบางๆเอื้อมมาตวัดคอผมพร้อมกับสัมผัสเย็นๆของวัตถุโลหะแนบอยู่ที่แก้มของผม คัตเตอร์... “อย่าเล่นบ้าๆน่า...”

                “เอาจริง...” คัตเตอร์อันนั้นแนบแก้มผมแรงขึ้น เส้นผมสีน้ำเงินตกลงมาระใบหน้าของผม ยัยนั่น กาว... “ฉันจะเฉือนเธอแน่ ถ้าเธอเอาเรื่องนั้น...ไปบอกใคร”

                “นี่...!!” ผมขยับตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เรื่องอะไรจะยอมให้ผู้หญิงตัวเบาอย่างกับจะปลิวมาจับกด

                “ไอ้หมาโง่!!!” ยัยนั่นตวาดเสียงดังลั่น ใบคัตเตอร์ถูกเลื่อนออกมาจนสุดและตอนนี้มันแนบอยู่บนแก้มผม เสียงหัวเราะเย็นๆของเธอทำให้ผมนึกถึงพวกฆาตกรโรคจิตขึ้นมาได้ “หึ หึ หึ หึ ฉันจะกรีดแก ยังไงดีนะ...”

                “ฉันจะเฉือนแกจากหูข้างนี้...มาถึงข้างนี้... แกจะได้ปากฉีกจนถึงใบหู ฮึ ฮึ ฮึ ฉันจะประจานแกด้วยแผลนี้โทษฐานที่ปากแกไม่มีหูรูด” ใบมีดถูกลากอย่างแผ่วเบาจากหูข้างหนึ่งผ่านใต้ริมฝีปากมาถึงหูอีกข้างหนึ่ง ช่วงจังหวะนั้นมันทำให้ผมแทบลืมหายใจ ไม่ใช่เพราะใบมีดนั่น แต่เพราะความประสงค์ร้ายอย่างชัดเจนจากสัมผัสและน้ำเสียงของเธอมันทำให้ผมรู้ดีว่าถ้าเธอเกลียดผมมากขึ้นกว่านี้อีกนิด ใบคัตเตอร์สามารถตัดเส้นเลือดใหญ่ที่คอผมได้อย่างที่เธอคงไม่รู้สึกผิดสักนิดเดียว

                “นี่!!!ยัยบ้า!!!” ผมพูดออกไปด้วยความรู้สึกที่ไม่มีความเกรงกลัว ผมรู้ว่าเธอไม่ได้เกลียดผมถึงขนาดนั้นหรอก ซึ่งผมก็คิดไม่ผิดปลายคัตเตอร์ที่ยังกดแน่นอยู่ที่หน้าของผมแรงกดนั้นมันเบาลง “เธอคิดว่าถ้าฉันพูดไปจริงๆ ใครมันจะไปเชื่อ หา!!!”

                ผมใช้มือจับมือที่ถือคัตเตอร์อยู่ของเธอไว้ในจังหวะที่เธอเผลอ แล้วพลิกตัวกลับมาคร่อมตัวเธอไว้จนได้ ผมขยับหน้าลงไปจนเกือบชิดเธออย่างจงใจ เพื่อข่มขวัญแก้แค้นที่เธอทำกับผมได้ถึงขนาดนั้น นัยน์ตาของเธอแม้ตอนนี้แสงมันน้อยจนผมมองไม่เห็น แต่ผมก็เดาได้จากมือที่เย็นเฉียบนั่นของเธอว่าเธอคงกลัวผม ก็ผมเป็นผู้ชายนี่นะ

                “กะ กะ แก...” เสียงแหบแห้งของเธอผสมออกมากับกลิ่มหอมของคาราเมล

                “แล้ว...เธอคิดว่าฉันพูดไปแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร หืม?”

                “ออกไปจากตัวฉันนะ ไอ้หมาลามก” ยัยนั่นขยับดิ้นแรงๆอยู่ใต้ตัวผม ตัวผอมอย่างนี้สู้แรงผมไม่ไหวหรอก

แต่ผมก็เป็นสุภาพบุรุษพอน่ะนะ...

                “ก็ได้ๆ ไม่ต้องดิ้นหรอกน่า... อย่างเธอไม่ใช่สเปค” ผมยันตัวลุกออกจากตัวเธอแล้วดึงแขนเธอให้ลุกขึ้นมานั่งด้วย “ไม่ต้องกลัวน่า ยังไงฉันก็ไม่บอกใครหรอก”

                “ฉันจะเชื่อแกได้ยังไง” เฮ้อ...คำพูดคำจาไม่น่ารักเอาเสียเลย ผมเงยหน้ามองเธอลุกขึ้นยืนแล้วหันไปก้มลงเก็บกระเป๋านักเรียนที่ตกอยู่ใกล้ๆ นอกจากคำพูดคำจาไม่น่ารักแล้วผมไม่นึกเลยว่าเธอจะ...

                “ผลั่กกก!!” กระเป๋าใบนั้นเหวี่ยงมาที่หน้าผมอย่างแรงจนหน้าหัน มันเกินไปแล้วนะโว้ยยย “ทำบ้าอะไรของเธอ”

                ยัยนั่นมาประชิดอยู่ที่หลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แขนบางๆล็อคที่คอ กับอะไรแข็งๆกดอยู่ที่หลังของผม โอย...นี่ผมยังเจ็บไม่พอใช่มั้ย ถ้าหมดความอดทนอย่าหาว่าผมรังแกผู้หญิงก็แล้วกัน ฮึ่ยยย

                “สาบานมาก่อน”

                “ก็บอกแล้วไงว่าจะไม่บอก จะเอาอะไรอีกเล่า”

                “สาบานสิ ไม่งั้นฉันจะ...”

                “เฮ้อออ” ผมถอนใจแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

                “หัวเราะอะไรของแก”

                “เธอไม่กล้าหรอกน่า... อย่ามาขู่กันเลย แต่ถึงเธอไม่ทำอย่างนี้ ฉันก็ไม่บอกใครอยู่ดี”

                “สาบาน” เธอย้ำ พร้อมกับกดอะไรนั่นชิดหลังผมจนรู้สึกเจ็บ เธอนี่มันซาดิสม์จริงๆ

                “เออ สาบาน พอใจยัง”

                “อืม...” แต่ก็ยังไม่ปล่อย...พอได้แล้วมั้งอยากกลับบ้านแล้ว

                “ปล่อยซะทีเซ่”

                “ปล่อยแน่ แต่มัดจำก่อน”

                “มัดจำ???” อะไรอีกล่ะ??

                “กึก!!!” ใครจะเชื่อ ไอ้แข็งๆที่หลังผมมันปืนยิงแม๊กซ์ ยัยบ้านั่นเอาปืนยิงแม๊กซ์ยิงอัดใส่หลังผม

                “นี่มันเจ็บนะโว้ยยย!!!!”

                ฉันวิ่งหนีนายนั่นลงมาจนถึงชั้นล่าง เกือบไปแล้ว ถ้านายนั่นทำอะไรฉันขึ้นมาฉันจะทำยังไง ช่วงเวลาที่นายนั่นขยับมาใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน มันทำให้ฉันเกือบหายใจไม่ออก นายนั่น...

                นี่มันมืดแล้วนี่นา... ประตูก็ปิดแล้วด้วย...แล้วจะออกไปยังไงล่ะ...

                ตึกนี้มีทางออกทางเดียวด้วย อีกไม่นานนายนั่นก็คงมาถึงที่นี่ สถานการณ์อย่างนี้ถ้านายบ้านั่นนึกจะเอาคืนฉันขึ้นมา ฉันคงไม่รอดแน่

                - ฉันจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้!!!

                “เปิดสิวะ!!!” ผมทุบประตูเหล็กนั่นอย่างแรงด้วยความโมโห หลังจากพยายามยกอยู่ได้พักหนึ่ง มันคงถูกล็อคไปเรียบร้อยแล้ว “เวรจริงๆโว้ย!!!”

                - ยัยบ้านั่นแท้ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นผมคงได้กินข้าวร้อนๆ อาบน้ำ นอนหลับไปกี่ตื่นแล้วก็ไม่รู้ โธ่เว้ย ทำไมต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้ด้วยวะ

                ผมเอนหลังพิงประตูอย่างอ่อนแรง แน่ล่ะ ก็ยัยนั่นกระหน่ำทุบผมด้วยกระเป๋าแข็งๆ จนน่วมไปทั้งตัว แถมแม๊กซ์ที่ยิงอัดมาที่หลังผมอีก ดูจากขนาดปืนยิงผมก็พอเดาออกว่า ขาแม๊กซ์คงฝังอยู่ในหลังผมไม่น้อยกว่า 1 เซนต์แน่ๆ แล้วผมก็ไม่ใช่วัวหรือควายที่จะไม่รู้สึกอะไร มันทำให้ผมปวดแผลเป็นบ้า แล้วมันก็ยังฝังอยู่บนหลังผม

                - แล้วยัยบ้านั่น...ออกไปหรือยังวะ?

                ฉันหลบอยู่ในห้องเรียนห้องหนึ่ง ถ้าออกไปไม่ได้ยังไงฉันก็ทำใจแล้วว่าจะนอนที่นี่ ฉันนั่งเงียบๆอยู่ในห้องมืดๆ เวลาเหมือนกับมันผ่านไปช้าเหลือเกิน ฉันภาวนาขอให้นายนั่นไม่มาเจอ และขอให้ฉันผ่านพ้นคืนนี้ไปได้เสียที ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มหิวก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าท้องร้องและแสบแปลบๆในท้อง ก็เรื่องนี้มันทำให้ฉันกินไม่ลงมาทั้งวันแต่คงเพราะออกแรงไปมาก ฉันก็เลยหลับไปที่ยังหิวอยู่ตรงนั้นเอง

                “นี่!ตื่นได้แล้ว!” ใครกันนะมาเรียกฉัน